4 มิ.ย. 2026 - 13:19
4 มิ.ย. 2026 - 13:19
LHDRAM: กองแรกในไทย เน้นผู้นำหน่วยความจำโลก ธุรกิจกึ่งผูกขาด (IPO ถึง 8 มิ.ย. กรุณายืนยันตัวตนเผื่อเวลา KYC 2 วันทำการ) ซื้อเลยที่ 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/LHDRAM
LHGRID: ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน AI ค่าจัดการต่ำสุดในไทย | ซื้อได้วันแรกหลัง IPO ⭐️ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลดค่าธรรมเนียมซื้อ 20% ซื้อเลยที่ 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/LHGRID
🔸 ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35% 🔸 ยกเว้นภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
LHDRAM:
กองทุนแรกที่ลงทุนใน DRAM ETF
โอกาสลงทุนในธุรกิจหน่วยความจำ ที่กึ่งผูกขาดโดยไม่กี่บริษัทในโลก ในยุคการปฏิวัติ AI ที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
รู้ไหมว่าตอนนี้มี 3 บริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ากิจการเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่ทั้ง 3 บริษัทนี้ไม่ใช่ NVIDIA, Microsoft หรือ Apple แต่เป็นบริษัทที่ผูกขาดตลาดชิปความจำ ที่ AI ขาดไม่ได้ และกำลังสร้างรายได้เข้าบริษัทได้อย่างมหาศาล ด้วยโมเดลธุรกิจที่เป็นเหมือนท่อส่งข้อมูลให้ AI ทำงานได้อย่างรวดเร็ว
ธุรกิจที่ว่านี้คือ DRAM หรือ หน่วยความจำขั้นสูง
ถ้าชิป GPU คือสมองที่ทำให้ AI คิดได้เร็ว DRAM ก็คือโต๊ะทำงาน ยิ่งโต๊ะทำงานกว้างเท่าไร AI ก็ยิ่งประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้นเท่านั้น ต่อให้สมองฉลาดแค่ไหน แต่ถ้าโต๊ะทำงานแคบ ทุกอย่างก็ติดอยู่ที่คอขวด
แล้ว 3 บริษัทนี้มีใครบ้าง?
-Samsung Electronics : มูลค่า 44.2 ล้านล้านบาท บริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ที่ครองแชมป์ส่วนแบ่งการตลาด DRAM มายาวนาน
-SK Hynix : มูลค่า 35.2 ล้านล้านบาท ผู้นำด้าน HBM ที่เป็นพันธมิตรหลักในการป้อนชิปความจำความเร็วสูงให้แก่ NVIDIA
-Micron Technology : มูลค่า 33.8 ล้านล้านบาท ผู้ท้าชิงอันดับ 3 ด้านส่วนแบ่งตลาดโลก จากฝั่งอเมริกาที่กำลังเร่งสปีดเทคโนโลยีมาสู้
พอเห็นตัวเลขมูลค่าแบบนี้ คงทำให้นักลงทุนเกิดความสนใจ ทำให้ตอนนี้มีกองทุนรวมกองแรกที่จะพานักลงทุนไปเจาะจงลงทุนในกลุ่มบริษัทเหล่านี้ได้โดยตรง นั่นคือ กองทุน LHDRAM จาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแลนด์แอนด์เฮาส์ ซึ่งเป็นกองทุนแรกที่ลงทุนใน DRAM ETF โดยตรง
สิ่งที่น่าสนใจของกองทุนนี้คือเป็นแบบโฟกัสเฉพาะหุ้นหน่วยความจำแบบเน้น ๆ แค่ 9 บริษัทที่เป็นผู้ชนะในตลาด
ที่สำคัญคือพอร์ตกองทุนนี้เทน้ำหนักไปที่ผู้นำ โดยมีหุ้นเกาหลีใต้แบบเน้น ๆ เพราะนี่คือ ดินแดนยุทธศาสตร์ที่ผูกขาดเทคโนโลยีความจำระดับโลก ชนิดที่สหรัฐฯ หรือจีน ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ในเร็ววัน
ข้อมูลสัดส่วนพอร์ตล่าสุด (ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวน ณ วันที่ 28 พ.ค. 2569)
-Samsung (24.9%) -SK Hynix (24.2%) -Micron (23.8%) -Kioxia Holdings Corp (4.8%) -Sandisk Corp/DE (4.6%)
ทำไมต้องลงทุน LHDRAM ผ่าน WealthX? ✅ กองทุนแรก ที่ลงทุน DRAM ETF ✅ โฟกัสเฉพาะบริษัทผู้นำหน่วยความจำโลก ✅ ลงทุนในบริษัทกึ่งผูกขาด มีไม่กี่บริษัทในอุตสาหกรรม ✅ การแข่งขันราคาต่ำ อำนาจต่อรองสูง ✅ ได้รับยกเว้นภาษีกำไรหุ้นนอกสูงสุด 35% ✅ ได้รับยกเว้นภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
กองทุน LHDRAM เหมาะกับใคร? ☑️ ผู้ที่เชื่อว่าเทคโนโลยี AI คืออนาคต ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผูกขาดชิปความจำโลกคือกลุ่มต้นน้ำที่จะเติบโตอย่างมั่นคงที่สุด ☑️ ผู้ที่รับความผันผวนได้เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบกระจุกตัวเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยาวได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สรุปแล้วเทคโนโลยี AI กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ DRAM คือสิ่งแรกที่เทคโนโลยีขาดไม่ได้
ใครมีบัญชีแล้วกดซื้อได้ที่ 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/LHDRAM
--
LHGRID
ลงทุนใน GRID ETF คอขวดที่ AI ขาดไม่ได้
กองทุนชนิด Series X ที่ลงทุนใน GRID โครงข่ายไฟฟ้า ที่มี “ค่าจัดการต่ำที่สุดในไทย” ซื้อได้เฉพาะที่ WealthX เท่านั้น
ทำไมถึงควรลงทุนผ่าน LHGRID ที่ WealthX ? ✅ ค่าจัดการต่ำสุดในไทย ได้ผลตอบแทนคุ้ม (ค่าจัดการ 0.79% TER 0.98%) ✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35% ✅ โอกาสเติบโตไปกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน AI
⭐️ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20%
รู้หรือไม่ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีสิ่งที่สามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq 100 ได้ สิ่งนั้นไม่ใช่ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ หรือซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย แต่มันคือ สายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า และโครงข่ายไฟฟ้า นั่นเอง
ซึ่งหากเปรียบเทียบผลตอบแทน 1 ปี จะพบว่ากองทุน GRID ETF สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า QQQM ETF ซึ่งเป็นตัวแทนของดัชนี Nasdaq 100
GRID = +58.92% QQQM = +40.48% (ข้อมูล วันที่ 12 พ.ค. 2026)
ที่สำคัญสถิติผลตอบแทนในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา GRID สามารถเอาชนะดัชนี S&P 500 ได้มากถึง 7 ปี ทำผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 19.38% ต่อปี (ชนะ S&P 500 ที่ทำได้ 15.16%)
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? ในปี 2026 นี้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ AI นั้นคือ การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ AI จำเป็นต้องใช้งานอย่างมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
สายส่งไฟฟ้าในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยเกิน 50 ปี ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคที่พวกเรายังไม่มีโทรศัพท์มือถือเลย
นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง Infrastructure Bill และ IRA เพื่อเตรียมอัดฉีดเงินงบประมาณการลงทุนรวมกันกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44 ล้านล้านบาท)
โดยมีเป้าหมายหลักคือ การยกเครื่องสายส่งไฟฟ้าใหม่ทั้งประเทศ ให้เป็น Smart Grid
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น หุ้นเทคฯ อย่าง NVIDIA อาจเหมือนสมองของ AI แต่ Grid เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสมองนั้น ถ้าไม่มีเส้นเลือดนี้ AI ก็คงจะเป็นได้แค่เหล็กที่ไม่มีไฟฟ้าคอยขับเคลื่อน ซึ่งนี่คือความสำคัญของสายไฟและโครงข่ายไฟฟ้า
คำถามที่น่าสนใจก็คือ... เราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนหุ้นโครงข่ายไฟฟ้านี้อย่างไรได้บ้าง ? คำตอบที่น่าพิจารณาในตอนนี้คือ ลงทุนผ่านกองทุน LHGRID ของ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กองทุนที่เป็นประตูสู่ GRID ETF
ซึ่งกองทุน LHGRID เป็นกองทุนชนิด Series X ที่มี “ค่าจัดการต่ำที่สุดในไทย” และซื้อได้ที่แอป WealthX เท่านั้น จะเพิ่มโอกาสให้
คุณได้ถือครองหุ้นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์และกำลังครองทางผ่านของระบบไฟฟ้า
ตัวอย่างหุ้นที่กองทุนถือครอง เช่น
-ABB Ltd (ABBN) หนึ่งในผู้นำตลาดโลกด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า เปิดตัว MegaFlex UPS สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ พร้อมผนึกกำลัง NVIDIA พัฒนาระบบไฟฟ้า 800V DC รองรับเวิร์กโหลด AI มหาศาล
-Eaton Corporation Plc (ETN) เป็นบริษัทจัดการพลังงานไฟฟ้าระดับโลก ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการจัดหาอุปกรณ์และระบบบริหารไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลประมวลผล AI ไฮไลต์สำคัญคือ ความร่วมมือกับ Siemens Energy ในการพัฒนาระบบจ่ายไฟโมดูลาร์ขนาด 500 MW ที่พร้อมติดตั้งทันที ช่วยแก้ปัญหาคอขวดด้านพลังงาน
-Schneider Electric SE (SU) เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานแบบดิจิทัล ซอฟต์แวร์ระบบกริด และระบบอัตโนมัติในอาคาร ด้วยส่วนแบ่งตลาดรวมกับยักษ์ใหญ่รายอื่นถึง 43% นี่คือธุรกิจกลุ่ม Oligopoly ที่แข็งแกร่งและมีปราการคู่แข่งเข้าถึงได้ยาก
-Johnson Controls International Plc (JCI) เน้นการสร้างระบบอาคารอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์จัดการความเย็นและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ในวันที่ GPU ร้อนจัดจนการทำความเย็นกินไฟมหาศาลเทียบเท่าเซิร์ฟเวอร์ JCI คือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขยายตัวของระบบ Liquid Cooling
-National Grid Plc (NG) บริษัทสาธารณูปโภคและระบบสายส่งไฟฟ้ารายใหญ่จากสหราชอาณาจักร ทำหน้าที่เป็นโครงกระดูกหลักในการส่งพลังงานข้ามประเทศ ผู้คุมโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าหลักในอังกฤษและสหรัฐฯ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ
-Quanta Services Inc (PWR) ดำเนินธุรกิจรับเหมาวิศวกรรมเฉพาะทางขนาดใหญ่เพื่อก่อสร้าง ยกระดับ และซ่อมแซมโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีไฟฟ้าย่อย บริษัทเพิ่งประกาศรายได้ Q1/2026 ทะลุ 7.87 พันล้านดอลลาร์ พร้อมตุน Backlog มหาศาลกว่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ผู้บริหารมั่นใจดันกำไรโต 15-20% ต่อปี
จะเห็นได้ว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ได้แค่ผลิตอุปกรณ์ แต่กำลังครองทางผ่านของไฟฟ้าทั้งหมด ทุกหน่วยของพลังงาน “ต้องผ่าน” ระบบของบริษัทเหล่านี้ก่อนจะถึงมือเราทั้งสิ้น
กองทุน LHGRID นี้เหมาะกับใคร ? ☑️ ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยง เสริมพอร์ตที่กระจุกตัวในหุ้นเทคฯ แบบดั้งเดิม ☑️ ผู้ที่ชอบบริษัทที่มีรายได้ชัดเจน และเติบโตไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ใครมีบัญชีแล้วกดซื้อได้ที่ 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/LHGRID
ลงทุนได้อย่างมั่นใจกับ WealthX บริษัทหลักทรัพย์ เวลท์เอกซ์ จำกัด (WealthX Securities Co., Ltd.) ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์เลขที่ ลข-0169-01 และ ลง-0169-01 โดยกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ SEC
คำเตือน :
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2026