19 มิ.ย. 2026 - 14:10
19 มิ.ย. 2026 - 14:10
จีน มหาอำนาจอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โลก ที่ใครก็ตามไม่ทัน /โดย ลงทุนแมน
กองทุน TLCHINAROBOT ลงทุนใน ChinaAMC CSI Robot ETF กองทุนหุ่นยนต์ใหญ่สุดในประเทศจีน 🇨🇳
จองซื้อช่วง IPO ได้ที่ 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/TLCHINAROBOT
เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน มีโรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งที่แปลกประหลาดกว่าโรงงานทั่วไป
แปลกตรงที่ภายในโรงงานนั้น แทบไม่มีแสงไฟเปิดอยู่เลย
ไม่ใช่เพราะประหยัดไฟ แต่เพราะไม่มีมนุษย์ทำงานอยู่ข้างใน มีเพียงหุ่นยนต์กว่า 2,000 ตัว ที่ผลิตรถยนต์ออกมาได้ทุก 60 วินาที ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน ไม่ต้องพัก ไม่มีวันลา และสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 20%
นี่คือโรงงานของ CHANGAN Automobile
และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมจีน
แล้วถ้าสิ่งเดียวกันนี้แพร่กระจายออกไปทุกอุตสาหกรรมในทุกประเทศทั่วโลก โลกการผลิตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปี 2025 จีนติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่ 276,000 ตัว
ตัวเลขนี้ถ้าลองเปรียบเทียบกับประเทศอื่น สหรัฐอเมริกา ติดตั้งได้ 35,000 ตัว ญี่ปุ่น 46,000 ตัว เยอรมนีและเกาหลีใต้รวมกันก็ยังน้อยกว่า และเมื่อรวมทั้งสี่ประเทศเข้าด้วยกันแล้ว จีนก็ยังมากกว่า
และในปี 2026 นี้มีการคาดการณ์ว่า ตลาดหุ่นยนต์จีนมีมูลค่า 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 47% จากปีก่อน ครอบคลุมทั้ง หุ่นยนต์อุตสาหกรรมและการผลิต หุ่นยนต์โลจิสติกส์และยานพาหนะไร้คนขับ หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ และหุ่นยนต์รูปแบบอื่น ๆ ที่ใช้งานเฉพาะทาง
ซึ่งเป็นสปีดการเติบโตที่เร็วที่สุด ในบรรดาประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมระดับโลกที่กล่าวมาทั้งหมด
คำถามคือ จีนทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ?
คำตอบแรกอยู่ที่ เมืองเซินเจิ้น
ตอนนี้การสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบในสหรัฐอเมริกาหรือเยอรมนี ต้องใช้เวลา 10-14 สัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายราว 15,000 ถึง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าทำที่เซินเจิ้น ใช้เวลาเพียง 10-14 วัน และใช้เงินเพียง 4,000 ถึง 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เพราะในรัศมีแค่ 100 กิโลเมตรรอบเซินเจิ้น สามารถหาได้ทุกอย่างที่ต้องใช้ในการประกอบหุ่นยนต์ ตั้งแต่มอเตอร์ เซนเซอร์ แบตเตอรี่ ไปจนถึงโครงสร้างวัสดุ
มันคือระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจรที่สุดในโลก ซึ่งใช้เวลาสร้างหลายสิบปี และไม่มีใครเลียนแบบได้ในชั่วข้ามคืน
เรื่องนี้ช่วยสร้างการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale เกิดความได้เปรียบตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
มากกว่านั้น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีน ยังได้รับการผลักดันจากภาครัฐผ่านนโยบายระดับชาติ และงบอุดหนุนมหาศาล
เริ่มต้นจากแผนก้าวแรกอย่าง Made in China 2025 ตลอดจนแผนปฏิบัติการหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ ปี 2025 โดยตั้งเป้าหมายหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์สู่การใช้งานจริงให้ได้ 100,000 ตัว ภายในปี 2027
เพื่อสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ รัฐบาลจีนได้อัดฉีดเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจัดตั้งกองทุนระดับชาติมูลค่าถึง 1.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปด้าน AI และหุ่นยนต์ ในกรอบระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า
รวมไปถึงการสร้างและรับประกันอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งนอกจากการให้ทุนสนับสนุนผู้ผลิตแล้ว จีนยังมีกลยุทธ์ในการสร้างผู้ซื้อเพื่อกระตุ้นตลาด ผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่ง ด้วยการเสนอส่วนลด เช่น เมืองกว่างโจว ที่ช่วยอุดหนุน 20% สำหรับการซื้อหุ่นยนต์ที่ผลิตในท้องถิ่น
รัฐบาลจีนยังใช้มาตรการทางอ้อมโดยสั่งการให้รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ สั่งซื้อหุ่นยนต์จากผู้ผลิตในประเทศด้วย
และมีการย่นระยะห่างระหว่างงานวิจัยและโรงงาน ผ่านมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ที่ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมแบบใกล้ชิด ทำให้แนวคิดริเริ่มจากห้องแล็บ ถูกนำไปทดสอบใช้งานจริงบนพื้นโรงงานได้อย่างรวดเร็ว
มาถึงส่วนที่สำคัญมากคือ ข้อมูลที่ได้จากบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศ ที่เสมือนโรงงานผลิตของโลก ซึ่งซื้อหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้
ไม่ว่าจะเป็น
ทุกครั้งที่หุ่นยนต์หยิบชิ้นส่วน ประกอบอุปกรณ์ หรือเคลื่อนที่ในสายการผลิต มันกำลังสร้างข้อมูลที่ถูกนำไปฝึก AI ให้ฉลาดขึ้น ยิ่งมีหุ่นยนต์ในโรงงานมาก ยิ่งสะสมข้อมูลได้มาก ยิ่งทำให้ AI เก่งขึ้น และยิ่ง AI เก่งขึ้น หุ่นยนต์รุ่นต่อไปก็ยิ่งทำงานได้ดีขึ้น
วนเป็นวงจรที่ประเทศอื่นไล่ตามยากขึ้นทุกวัน หรือสุดท้ายอาจไม่สามารถตามทันได้เลย
ขณะเดียวกัน จีนยังใช้กลยุทธ์สนับสนุนโครงการด้านโอเพนซอร์ซ เช่น แพลตฟอร์ม Qinglong หรือ LeRobot เพื่อให้นักวิจัยและนักพัฒนาทั่วโลก เข้ามาใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของจีน
ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรม และทำให้โลกคุ้นเคยกับเทคโนโลยีของจีนเอง
มีคนตั้งคำถามว่า แล้วหุ่นยนต์จีนเทียบกับตะวันตกได้ไหม ?
ต้องยอมรับว่า ในด้าน AI ขั้นพื้นฐาน จีนยังตามหลังห้องแล็บของสหรัฐอเมริกาอยู่ งานวิจัยระดับ Foundation Model ส่วนใหญ่ยังมาจากฝั่งตะวันตก และในวันนี้จีนยังอยู่ในฐานะผู้ตามที่รวดเร็ว มากกว่าผู้บุกเบิก
แต่สำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ คำตอบน่าจะมีอยู่แล้ว
เพราะในโลกธุรกิจและการผลิตจริง สิ่งที่โรงงานทั่วโลกต้องการ อาจไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ฉลาดที่สุดในห้องแล็บ แต่คือหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานได้ดี ในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง และส่งมอบได้เร็วกว่าหลายเท่า
นี่คือจุดที่ทำให้หุ่นยนต์จีนชนะในตลาดจริง
ทั้งหมดนี้ เริ่มจากการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมในประเทศให้แข็งแกร่งก่อน จีนถึงเริ่มส่งออกหุ่นยนต์ ไปยังต่างประเทศมากขึ้น
รู้ไหมว่า ส่วนแบ่งการส่งออกหุ่นยนต์ของจีนเติบโตจาก 5.9% ในปี 2020 เป็น 16.7% ในปี 2024 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ เมื่อโรงงานในประเทศต่าง ๆ เริ่มใช้หุ่นยนต์จีน ซอฟต์แวร์จีน และระบบจีน มันไม่ใช่จบแค่การซื้อสินค้า แต่คือการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์จากประเทศจีน อย่างเลี่ยงไม่ได้
ความท้าทายนี้ ก็น่าจะยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ สำหรับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความหนาแน่นของหุ่นยนต์ในโรงงานเพียง 295 ตัวต่อคนงาน 10,000 คน ต่ำกว่าตัวเลขของจีนที่ 392 ตัว และต่ำกว่าเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ไปมาก
ถ้าสหรัฐอเมริกา อยากฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ แต่ไม่มีหุ่นยนต์ราคาถูกของตัวเอง
จะซื้อจากจีนก็ติดปัญหาด้านความมั่นคง และกำแพงภาษี ซื้อจากญี่ปุ่นและยุโรปก็แพงกว่ากันมาก
สิ่งนี้คือปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบง่าย ๆ
และสำหรับประเทศกำลังพัฒนา อย่างเวียดนาม อินเดีย หรือบังกลาเทศ ที่เคยดึงดูดการลงทุนด้วยค่าแรงถูก ก็เผชิญกับความท้าทายว่า เมื่อโรงงานจีนเริ่มใช้หุ่นยนต์ล้วน ๆ ข้อได้เปรียบนั้นจะมีความหมายน้อยลงทุกวัน
ในโลกการผลิตยุคใหม่ ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ ใครที่เป็นผู้ครองเทคโนโลยีหุ่นยนต์ จะกลายเป็นผู้ที่ได้สิทธิ์ในการควบคุมห่วงโซ่การผลิต ตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจโลกหรือไม่นั้น
เราคงได้เห็นกันไม่เกินชั่วอายุนี้..
— กองทุนรวมไทยกองแรก ลงทุนหุ่นยนต์จีนทั้งซัปพลายเชน มาแล้ว -เตรียมพบกับกองทุน TLCHINAROBOT เปิดจอง IPO 19-24 มิ.ย. นี้ โดยจะลงทุนใน ChinaAMC CSI Robot ETF กองทุนหุ่นยนต์ใหญ่สุดในประเทศจีน ที่ WealthX
จองซื้อช่วง IPO ได้ที่ 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/TLCHINAROBOT
✅Pure Play เน้นผู้นำด้านหุ่นยนต์จีน ✅ซัปพลายเชน Robotics ทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ ✅ยกเว้นภาษี Capital Gain หุ้นนอก สูงสุด 35% ✅จอง IPO 19-24 มิ.ย. 69 พร้อมกันที่ WealthX ✅โปรโมชันช่วง IPO ลด 10% ค่าธรรมเนียมซื้อ ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50%
ChinaAMC CSI Robot ETF คือ กองทุนหุ่นยนต์ใหญ่สุดในจีน
กองทุนนี้เปิดมาแล้วกว่า 4 ปีและ มีมูลค่าสินทรัพย์ราว 15,000 ล้านบาท
จุดเด่นคือบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น และกระจายการลงทุนใน 66 หุ้นชั้นนำ บวกกับพอร์ตกองทุนนี้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำของอุตสาหกรรมยนต์ เช่น
-iFLYTEK ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ และซอฟต์แวร์ ที่เป็นเสมือนสมอง
-INOVANCE ผู้นำระดับอุตสาหกรรมด้านการผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม แขนกล ระบบการเคลื่อนที่
-HAN'S LASER ผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับเลเซอร์
-TUOPU บริษัทผู้ผลิตชุดขับเคลื่อนข้อต่อ
-SUPCON ผู้ให้บริการด้านระบบและอุปกรณ์ควบคุมอุตสาหกรรมอัตโนมัติ
-Roborock ผู้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสร้างแผนที่และระบุตำแหน่ง
ปี 2026 คือเส้นแบ่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
นี่คือปีที่หุ่นยนต์ก้าวออกจากหน้ากระดาษนิยายไซไฟ และกำลังเดินเข้าสู่งบกำไรขาดทุนของธุรกิจในโลกความจริง จากทั้งออเดอร์สั่งซื้อหุ่นยนต์ที่โตแบบก้าวกระโดด รวมถึงนวัตกรรมจากบริษัท Unitree ที่ขึ้นแสดงกังฟูสด หน้าผู้ชมกว่า 679 ล้านคน
หากเรามองเห็นอนาคตนี้แต่ไม่อยากเสี่ยงงมเข็มในมหาสมุทร เพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว
การลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีน ผ่านกองทุน TLCHINAROBOT ที่จะเข้าไปลงทุนในกองทุนหุ่นยนต์ใหญ่สุดในจีน ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกและหมวดอุตสาหกรรมในบางขณะ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก จึงอาจเหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนเสริมของพอร์ต และไม่ควรใช้เป็นสัดส่วนหลักในพอร์ตลงทุน กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2569