26 มิ.ย. 2026 - 12:02
26 มิ.ย. 2026 - 12:02
ถ้าบอกว่า อีก 14 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทย จะเป็นแค่ “ครึ่งหนึ่ง” ของเวียดนาม
เราจะเชื่อไหม ?
รู้ไหมว่า เมื่อ 10 ปีก่อน เศรษฐกิจของเวียดนามเริ่มเติบโต เพราะเป็นปีที่เวียดนามเริ่มตั้งไข่ จากการเริ่มต้นเป็นฐานการผลิตสินค้าให้กับธุรกิจต่างชาติ
ในตอนนั้นขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP ของเวียดนาม ยังคงเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศไทย และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของเวียดนาม คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย
แต่ในตอนนี้ ภาพนั้นเปลี่ยนไป เศรษฐกิจเวียดนามกับเศรษฐกิจไทย กำลังวิ่งด้วย Pace ที่ต่างกัน เพราะเศรษฐกิจเวียดนาม กำลังเติบโตในระดับ 7-10% ต่อปี
ส่วนไทยเราตอนนี้ยังอยู่ที่ 2-3% ต่อปีเท่านั้น
ด้วยระดับนี้ ทำให้ GDP ของเวียดนามกำลังไล่ตามไทยมาติด ๆ โดยปี 2026 GDP ประเทศไทย อยู่ที่ 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน GDP ประเทศเวียดนาม อยู่ที่ 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากตัวเลขนี้ ก็แน่นอนแล้วว่า GDP ของเวียดนามกำลังจะแซงไทยในไม่ช้า
และที่ตลกร้ายคือ ถ้าเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 2% ส่วนเศรษฐกิจเวียดนามโตเฉลี่ย 7% ไปเรื่อย ๆ อีก 14 ปี เศรษฐกิจไทยจะมีขนาดเป็นครึ่งหนึ่ง.. ของเศรษฐกิจเวียดนามแทน
ซึ่งการที่เวียดนามจะเติบโตในระดับนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะด้วยปัจจัยต่าง ๆ ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
และมีประชากรวัยเด็ก ซึ่งเป็นกำลังสำคัญและเป็นผู้บริโภคหลักในวันข้างหน้า ที่สัดส่วนประมาณ 20%
ในขณะที่ประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) มีอยู่เพียงแค่ประมาณ 10% เท่านั้น
ซึ่งการที่เวียดนาม จะประกาศว่าเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำเขาจะพูดขึ้นมาลอย ๆ โดยรัฐบาลเวียดนาม ได้ดำเนินการตั้งแต่
เวียดนาม ได้ยุบกระทรวงที่ไม่จำเป็นออก 5 กระทรวง ลดจำนวนจังหวัดลง 50% หรือครึ่งหนึ่ง เพื่อประหยัดงบประมาณ ที่จะนำไปลงในแต่ละจังหวัด รวมถึงลดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐลง 20% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ทั้งการวางโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าในมหานครใหญ่ อย่างกรุงฮานอย และโฮจิมินห์ รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ อย่างรถไฟความเร็วสูง และสนามบินนานาชาติ
รัฐบาลเวียดนาม ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนธรรมดา ๆ ราคาถูก แต่รัฐบาลเวียดนาม กำลังจะผลักดันประเทศให้ก้าวเข้าสู่การเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งอนาคต
เพื่อกินรวบเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น การดึงดูด Big Tech อย่าง Samsung และ Apple ให้เข้ามาปักหมุดและใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก
จนปัจจุบันสินค้าส่งออกกว่า 50% ของประเทศ กลายเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟนไปแล้ว
นอกจากนี้ เวียดนามยังดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือ 10% ใน 15 ปี และยกเว้นภาษีสูงสุดในช่วง 4 ปีแรก สำหรับบริษัทผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์
ด้วยนโยบายภาษีที่น่าดึงดูดใจ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง NVIDIA เข้ามาจับมือกับ FPT ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีมูลค่าอันดับ 1 ในเวียดนาม สร้าง AI Factory และศูนย์วิจัยมูลค่ามหาศาล เพื่อเปลี่ยนเวียดนามเป็นฮับ AI ของภูมิภาค
รัฐบาลเวียดนาม ไม่ได้แค่ดีลบริษัท AI ระดับโลก ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต หรือวิจัยพัฒนาในเวียดนามเท่านั้น แต่รัฐบาลเวียดนามยังได้ผลักดันเรื่อง AI เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา
โดยบรรจุหลักสูตร AI เป็นหลักสูตรภาคบังคับตั้งแต่ระดับประถม เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเล็ก
ซึ่งการบรรจุหลักสูตร AI เป็นภาคบังคับตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลเวียดนามที่มองการณ์ไกลมาก ๆ
เพราะนี่ไม่ใช่แค่การสอนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่คือการสร้าง “กองทัพมนุษย์ทองคำ” ให้กับเด็กเวียดนาม (สัดส่วน 20% ตามที่กล่าวไปด้านบน) ให้พร้อมเติบโตไปกับเทคโนโลยี
และมีโอกาสได้ไปเป็นวิศวกรและนักพัฒนาชั้นยอด ป้อนให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ต่อคิวเข้ามาลงทุนในอนาคต
จากนโยบายรัฐทั้งหมด ถือเป็นความทะเยอทะยานของรัฐบาล ที่ต้องการจะผลักดันให้เวียดนาม กลายเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ภายในปี 2045
ซึ่งการที่จะไปถึงระดับนี้ได้ ก็ต้องดันให้ GDP เติบโตระดับ 7-10% ต่อปี ต่อไปอีกเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจเวียดนาม กำลังจะทิ้งห่างไทยแบบไม่เห็นฝุ่น
เมื่อเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งงานมากขึ้น มีกำลังในการบริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะทำให้บริษัทใหญ่ ๆ นั้นเติบโตไปกับ GDP เวียดนาม
หากเรามองดัชนี SET50 ที่เป็นดัชนีหุ้นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
ฝั่งเวียดนาม ก็มีดัชนี VN30 ที่เป็นดัชนีหุ้น 30 ตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจเวียดนามเช่นเดียวกัน
และถ้าหากเรามองภาพอนาคตในอีก 14 ปีข้างหน้า ที่เศรษฐกิจเวียดนาม อาจจะมีขนาดเศรษฐกิจเป็น 2 เท่าของไทย
ถ้าภาพแบบนี้เกิดขึ้นจริง ก็เท่ากับว่าเวียดนามในอนาคต จะมีขนาดตลาดกำลังซื้อของคนในประเทศมากกว่าไทย เป็น 2 เท่า เช่นเดียวกัน
ให้ลองจินตนาการว่า ในวันหนึ่งเมื่อประเทศเวียดนาม เดินมาถึงจุดนั้น
ห้างค้าปลีกในเวียดนาม มียอดขายมากกว่าห้างค้าปลีกไทย เป็น 2 เท่า
ร้านสะดวกซื้อในเวียดนาม มียอดขายมากกว่าไทย เป็น 2 เท่า
อสังหาริมทรัพย์ ที่จะมีขนาดตลาดโตกว่าไทย เป็น 2 เท่า
ธุรกิจสินเชื่อ ที่จะโตกว่าไทย เป็น 2 เท่า
สมาร์ตโฟน และเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนาม มียอดขายมากกว่าที่ไทย เป็น 2 เท่า
ศูนย์การค้าในเวียดนาม มีแทรฟฟิกคนเดินมากกว่าไทย และมียอดจับจ่ายใช้สอยมากกว่าไทย เป็น 2 เท่า
ธุรกิจบริการต่าง ๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ก็อาจมีมูลค่ามากกว่าไทย เป็น 2 เท่า
ถ้าภาพเป็นแบบนี้ ก็แน่นอนว่า ผู้ที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม ก็คงหนีไม่พ้นบริษัทใน VN30 ที่ครองมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 75% ของประเทศ และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
เทียบง่าย ๆ จะคล้าย ๆ กับธุรกิจในเครือ CP Group ของประเทศไทย
ซึ่งประเทศไทย ก็ยังไม่มีบริษัทไหนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีอย่างจริงจัง จะมีก็แค่บริษัทข้ามชาติ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย
เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกไอที อย่าง COM7 และร้านสะดวกซื้ออย่าง CPALL รวมกัน
เปรียบเสมือนธุรกิจในเครือสหพัฒน์ อย่าง TFMAMA ของประเทศไทย
ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจในไทยก็คือ นมซีพีเมจิ และดัชมิลล์
เปรียบเทียบกับธุรกิจในไทย ก็คือสายการบิน Thai AirAsia
Saigon Beer ผู้ผลิตเบียร์ระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในเวียดนาม เทียบเคียงกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับต้น ๆ ของประเทศไทย
Vincom Retail ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในเวียดนาม
เปรียบเทียบกับ ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ของประเทศไทย
เปรียบเทียบได้กับ SCC ในฝั่งวัสดุก่อสร้างในประเทศไทย
รวมถึงกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของเวียดนาม ที่ได้ประโยชน์จากสินเชื่อ การบริโภค และการลงทุนในประเทศ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ธนาคารก็มักเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โตตามไปด้วย
จะเห็นว่า VN30 ไม่ได้เป็นแค่ดัชนีหุ้นใหญ่ แต่เป็นเหมือนภาพย่อของเศรษฐกิจเวียดนามทั้งประเทศ มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค ศูนย์การค้า ธนาคาร สายการบิน วัสดุก่อสร้าง
ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ก็กำลังวิ่งด้วย Pace ที่ใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจของเวียดนาม ที่กำลังจะเติบโต จนอนาคตอาจจะกลายเป็น 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยนั่นเอง
แต่ในหมวกของนักลงทุนไทยเอง เราก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้เช่นกัน เพราะตอนนี้มีกองทุนไทย ที่ไปลงทุนหุ้นเวียดนามด้วยค่าจัดการต่ำ
PRINCIPAL VNEI-EX กองทุนเวียดนามยุคใหม่ ที่กำลังเติบโตไปกับ New S-Curve
ทำไมถึงควรลงทุนผ่าน PRINCIPAL VNEI-EX ที่ WealthX ? ✅ รูปแบบ SeriesX ค่าจัดการต่ำเพียง 0.32% ต่อปี (TER 0.52% ต่อปี) ✅ ประเทศที่เศรษฐกิจ จะเติบโตระดับ 10% ต่อปี ✅ ร่วมเติบโตไปกับ 30 บริษัทใหญ่สุดในเวียดนาม ✅ กำไรบริษัทในตลาดหุ้นเติบโตสูง Valuation ไม่แพง
จองซื้อช่วง IPO 👇🏻 https://www.wealthx.co/funds/PRINCIPAL%20VNEI-EX
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID : @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
ลงทุนได้อย่างมั่นใจกับ WealthX บริษัทหลักทรัพย์ เวลท์เอกซ์ จำกัด (WealthX Securities Co., Ltd.) ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์เลขที่ ลข-0169-01 และ ลง-0169-01 โดยกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ SEC
คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการจำลองผลตอบแทนเพื่อประกอบการอธิบายแนวคิดการลงทุนเท่านั้น มิใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคต ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการนําเสนอเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนําให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด สัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 22 มิ.ย. 2026